 |
การเตรียมพร้อม |
|
|
|
 |
ข้อคิดก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา ท่านควรพิจารณาอะไรบ้าง? |
|
|
|
|
|
|
|
 |
พิจารณาความพร้อมของตัวเอง |
| การไปศึกษาต่อต่างประเทศในหลักสูตรใด ๆ ก็ตาม
เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะนั่นหมายถึงการลงทุนทั้งเวลาและเงินตราที่ต้องเสียไปเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยดูจากความพร้อมด้านต่าง ๆ
ของตัวเราเองเสียก่อน |
ความพร้อมทางด้านการเงิน |
|
|
 |
นักเรียน นักศึกษา
ควรมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น
ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในอเมริกา ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึง ค่าเล่าเรียน
ค่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ ในแต่ละปี
ดูเหมือนว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีแต่จะสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การคาดหวังว่าจะไปทำงานพิเศษเพื่อหารายได้นั้น จำเป็นต้องศึกษาให้รอบคอบว่า
กฎหมายอนุญาตให้นักศึกษาทำงานประเภทไหนได้บ้าง ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่
และถึงแม้ว่าจะได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ก็มิได้หมายความว่าจะหางานพิเศษได้เสมอไป
หรือบางครั้งรายได้จากงานพิเศษอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น |
|
|
พื้นฐานการศึกษา |
 |
ผลการเรียนนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
ที่แต่ละสถาบันจะใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก บุคคลเข้าศึกษาต่อ
ดังนั้นควรพิจารณาดูผลการเรียนของตนเองว่าสามารถสมัครเรียนต่อในสถาบันใดได้บ้าง
โดยทั่วไปนักศึกษาควรมีผลการเรียนระดับมัธยมปลายเฉลี่ยอย่างน้อย 2.00
เพี่อสมัครเข้าเรียนปริญญาตรี และ 2.50 – 3.00 สำหรับสมัครเข้าเรียนปริญญาโท |
|
|
ความพร้อมทางด้านสุขภาพ |
 |
การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็ง
จะมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในการศึกษาเนื่องจากสภาพแวดล้อม อากาศ การกินอยู่
ฯลฯ ที่แตกต่างไปจากเดิม ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก
ดังนั้นควรเตรียมพร้อมและบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ |
|
|
ความพร้อมทางด้านภาษา |
 |
นักศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้เพียงพอในทุก ๆ ด้าน
คือ พูด ฟัง อ่าน และเขียน ซึ่งการสอบ TOEFL นั้นเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อในอเมริกา |
|
|
|
 |
พิจารณาและศึกษาถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ |
 |
หากคุณมุ่งหวังที่จะไปเรียนต่อสหรํฐอเมริกา
คุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าจะต้องไปเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง อากาศ? อาหาร?
เพื่อนใหม่? การสื่อสาร?
โดยรวมแล้วหากคุณมีโอกาสพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา
จะพบปัญหาหลัก ๆ ดังนี้
ปัญหาในการปรับตัว เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในประเทศใหม่ คุณจะได้พบกับสิ่งใหม่ ๆ
ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม การใช้ชีวิต หรือเพื่อนใหม่และบ่อยครั้งที่คุณคิดถึงบ้าน
ในก้าวแรกคุณจะรู้สึกแตกต่างไปหมด
ควรพยายามเอาชนะความรู้สึกแบบนี้ให้ได้โดยการสนุกกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ได้พบ และ
สร้างมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนใหม่และคนรอบข้าง |
|
| ปัญหาด้านภาษา จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่มักมีปัญหาทางด้านภาษา เช่น ไม่คุ้นเคยในสำเนียง
ศัพท์สแลง ไม่มั่นใจในการสื่อสาร บางครั้งเข้าใจแต่ไม่ทราบว่าจะอธิบายอย่างไร
อีกทั้งการ เขียนบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ หรือไม่สามารถจับใจความได้ทัน ฯลฯ |
| ปัญหาการเรียน หลายคนไม่ได้คิดถึงปัญหาข้อนี้
ปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับการเรียนการสอนแบบอเมริกัน
ที่ไม่ใช่การรับฟังข้อมูลจากอาจารย์แต่เพียงอย่างเดียว
หรือเพียงแต่ท่องตำราเท่านั้น แต่เป็นการเรียนที่ต้องมีการโต้ตอบ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุณอาจต้องเขียนรายงาน ต้องวิเคราะห์มีการตั้งคำถาม
คุณอาจต้องไปบรรยายหรือเสนอรายงานต่อที่ประชุม
และบ่อยครั้งที่นักศึกษามีปัญหาในการจดเลคเชอร์ เพราะไม่รู้จักการจดโน๊ตที่ถูกต้อง
จึงไม่สามารถที่จะฟัง จำและจดในเวลาเดียวกันได้
อย่าพยายามทำตนเป็นเครื่องบันทึกที่จดทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยไม่เข้าใจถึงเนื้อหา
ควรฝึกตนเองให้เป็นนักอ่านที่มี เพราะจะมีส่วนช่วยในการเตรียมความพร้อมในการเรียน |
|
|
 |
พิจารณาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ |
| เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ
หรือคุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนวเป็นสิ่งจำเป็น
เพื่อการเลือกสถาบันที่เหมาะสมกับตัวคุณ อย่าเลือกตามเพื่อน
เพราะนั่นอาจไม่เหมาะกับตัวคุณ
และควรระลึกอยู่เสมอว่านี่คือส่วนสำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตของคุณ
คุณควรเริ่มพิจารณาที่ตัวคุณเอง สำรวจความสนใจของตัวเองว่าจริง ๆ
แล้วต้องการเรียนอะไร เนื่องจากเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มีข้อมูลมาก
และเป็นไปไม่ได้ที่จะครอบคลุมในทุก ๆ เรื่องในเวลานี้
จึงขอแนะนำให้คุณลองไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว |
|
 |
การสมัครเข้าศึกษาต่อยังสถาบันในสหรัฐอเมริกา |
 |
ผู้ที่สนใจไปเรียนต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกาควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี
เพราะการติดต่อสถานศึกษา การสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT อีกทั้งการส่งเอกสาร
และการพิจารณาใบสมัคร ต้องใช้เวลามาก
ส่วนการติดต่อสถาบันนั้นผู้สมัครสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองโดยการสมัคร Online
หรือ ติดต่อ Office of Admission ของสถาบันนั้น ๆ
ข้อสำคัญการสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณา ถ้าทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการ
สมัคร |
|
|
เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน |
 |
แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้ว |
 |
 |
ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืน
ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนต่อก็ตาม |
 |
ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง |
 |
สถานศึกษามักต้องการผลสอบ TOEFL, GRE หรือ GMAT
สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท หรือ เอก ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ
เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง
ซึ่งการรายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้เรียกว่า Official Score
Report |
 |
จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement)
ของผู้ปกครองจากสถาบันการเงินที่ผู้ปกครองเป็นลูกค้าอยู่ ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุน
ควรมีจดหมายรับรองการได้รับทุนแนบไปด้วย |
 |
จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) 2-3
ฉบับจากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา |
 |
บทเรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ
หรืออาจเป็นหัวข้ออื่น ๆ แล้วแต่สถานศึกษากำหนด |
|
| เอกสารเหล่านี้
ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถาบันก่อนวันปิดรับสมัคร
ทางสถาบันจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่ง ไป
หากผ่านการพิจารณาก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน
และหลายสถาบันมักให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีก ครั้ง ว่าจะไปเรียน ณ
สถาบันดังกล่าว จึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า I-20 Form มาให้
เพื่อให้นักศึกษา นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน
สถาบันหลายแห่งอาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาให้ด้วย |
|
 |
ที่พักอาศัย |
 |
การติดต่อหาที่พัก เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักศึกษา ควรเตรียมการไว้ก่อนให้เรียบร้อย
โดยทั่วไปจะมีที่พักทั้งในสถาน ศึกษา และนอกสถานศึกษา
 |
ที่พักในสถาบันการศึกษา |
 |
หอพัก (Dormitory หรือ Residence
Hall) |
สำหรับนักศึกษาที่เป็นโสดหรือ ไม่ได้นำครอบครัวไปด้วย และอาจ แยกออกเป็นหอพักหญิง
หอพักชาย หรือหอพักรวม (โดยแยกนักศึกษาชาย-หญิง ออกเป็นคนละห้องหรือคนละชั้น)
มีทั้ง ห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้อง หรือ ห้องน้ำรวม
บางแห่ง อาจมีห้องครัวสำหรับทำอาหารให้ด้วย
ทั้งนี้แล้วแต่การจัดของสถาบันแต่ละแห่ง |
|
|
 |
Married Housing |
เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้ว และนำครอบครัวไปด้วย |
 |
Apartment |
บางสถาบันอาจจัดที่พักประเภท นี้ไว้ให้นักศึกษาอยู่เหมือน Apartment ของเอกชน
มักเก็บค่าเช่าแพง กว่าสองแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น |
 |
ที่พักนอกสถาบันการศึกษา |
ส่วนใหญ่เป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่าง ๆ
ซึ่งนักศึกษาสามารถติดต่อหรือขอคำปรึกษาได้จาก เจ้าหน้าที่ Housing Office หรือ
International Student Advisor ของสถาบัน ว่าจะเลือกที่ไหนดี
อีกทั้งก่อนมีการเซ็นสัญญาเข้าพัก นักศึกษาควรแวะไปดูสถานที่ก่อน
และอ่านสัญญาเช่าที่พักให้ละเอียดรอบคอบ เพราะสัญญาเช่าที่พักนั้นต้องทำเป็นลาย
ลักษณ์อักษร และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากผิดสัญญาอาจถูกฟ้องร้องได้ |
 |
Apartment |
มีหลายระดับ หลายราคา ขึ้นอยู่กับสภาพและที่ตั้ง ของ Apartment โดยทั่วไปใน
Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ
นักศึกษาสามารถพักรวมกันได้ 2-3 คน เพื่อเฉลี่ยค่าเช่าได้ |
 |
Rooming House |
คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง
เจ้าของบ้านเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ
แต่บางแห่งอาจมีแต่ผู้เช่าล้วน ๆ ไม่มีเจ้าของบ้านพักอยู่ด้วย |
 |
Homestay |
ปัจจุบันการหาที่พักแบบนี้ค่อนข้างยาก หากมีก็มักจะอยู่ในลักษณะเหมือน Rooming
House คือเสียเงินค่าเช่าตามที่ตกลงกัน |
| ในกรณีที่นักศึกษาเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้จองที่พักใด
ๆ ไว้เลย หรือหอพักยังไม่เปิด อาจพักที่โรงแรม ก่อนชั่วคราว
หรือพักตามที่สถาบันได้จัดเตรียมไว้ให้ |
 |
ที่พักแบบชั่วคราว
อื่น ๆ (Temporary Accommodation) |
|
|
 |
เรื่อง
อื่น ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม |
| เนื่องจากการรักษาโรคตาและฟัน ไม่รวมอยู่ในแผนการประกันสุขภาพเบื้องต้น
ดังนั้นอย่าลืมตรวจรักษาให้เรียบร้อย และอาจเตรียมแว่นตาหรือ
คอนแทคเลนส์สำรองไปด้วย หรือนำสำเนาใบสั่งทำแว่นติดตัวไปด้วย
เพราะค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐอเมริกานั้นแพงมาก |
|
 |
|
| นอกจากนี้ก่อนการเดินทาง นักศึกษาอย่าลืมศึกษาเส้นทางการเดินทาง
อีกทั้ง การจองตั๋วเครื่องบิน ให้เรียบร้อย เพราะบางเดือน โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม
เป็นเวลาที่มีผู้โดยสารเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกากันมาก อาจทำให้ไม่ได้
ตั๋วเครื่องบิน และไปไม่ทันวันเปิดเรียนได้ -
และอีกเรื่องหนึ่งคือนักศึกษาอย่าลืมแลกเงิน ดอลล่าร์ติดตัวไปด้วย |
|
|
| References: Thai Guide to International Education, International
Education Promotions |